เหตุผลความจำเป็น

สถานการณ์สำคัญซึ่งบ่งชี้ว่าการพัฒนาภาคอีสานอยู่ในสภาพล้าหลังเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่น ดังนี้

  • สถานการณ์ด้านการเกษตรปัจจุบัน พื้นที่ถือครองการเกษตรทั้งประเทศมี 149.23 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 33.03 ล้านไร่ (ร้อยละ 22.13) ในภาคอีสานมีพื้นที่ถือครองการเกษตร 63.85 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 8.69 ล้านไร่ หรือร้อยละ 13.61 เท่านั้น ภาคอีสานมีประชากร/ครัวเรือนภาคเกษตร ร้อยละ 46.53 มากที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ แต่มีรายได้ครัวเรือน/ปี ต่ำที่สุด
  • แผนพัฒนาแหล่งน้ำและงบประมาณโดยใช้น้ำในลุ่มน้ำ ปรับปรุงประสิทธิภาพโครงการเดิม โดยการเพิ่มความจุเก็บกัก ปรับปรุงระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำและองค์กร จำนวน 1,799 โครงการ เพิ่มความจุเก็บกัก 1,540 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 0.895 ล้านไร่ การพัฒนาโครงการตามแผนพัฒนาของหน่วยงานต่างๆ โดยใช้น้ำภายในลุ่มน้ำ ควรเร่งรัดการพัฒนาเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่โดยเร็วแบ่งเป็นแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีจำนวน 4,139 โครงการ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 7.07 ล้านไร่ เพิ่มความจุเก็บกัก 3,827 ล้าน ลบ.ม. มีระยะการพัฒนาโครงการนานกว่า 30 ปี เมื่อรวมกับโครงการที่มีอยู่เดิมจะมีความจุเก็บกักรวมทั้งสิ้น 19,217 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทานรวม 16.65 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่ชลประทานต่อพื้นที่การเกษตรเพียงร้อยละ 26 การพัฒนาจนเต็มศักยภาพ สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นแต่ยังคงมีพื้นที่เกษตรน้ำฝนที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานอีกเกือบ 50 ล้านไร่
  • ศักยภาพปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำโขง แม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศมีปริมาณน้ำมากเกินกว่าความต้องการใช้น้ำของประชาชนในสองฝั่งริมแม่น้ำโขงโดยเฉพาะในฤดูฝน อีกทั้งการผันน้ำเข้ามาใช้ในลุ่มน้ำภาคอีสานเป็นการใช้น้ำในลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำโขง ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยการใช้น้ำในฤดูฝนเพียงแค่การแจ้ง (Notification) คือ การบอกให้ทราบภาคีสมาชิกเพียงแค่รับทราบ ส่วนการใช้น้ำในฤดูแล้งควรมีการหารือกันก่อน (Prior Consultation) คือ การบอกให้ทราบโดยให้ภาคีสมาชิกมีโอกาสแสดงความคิดเห็นแต่ไม่ใช่พิจารณาเห็นชอบหรือยับยั้งโครงการ
  • พื้นที่ภาคอีสานมีดินเหมาะสมสำหรับการปลูกพืชมากถึง 66.84 ล้านไร่ โดยมีพื้นที่พัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานแล้ว 8.69 ล้านไร่ มีแผนจะพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานอีก 7.07 ล้านไร่ ยังคงมีพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการปลูกพืชอีกกว่า 50 ล้านไร่ ที่ควรจะต้องพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานทำให้มีความต้องการใช้น้ำเป็นปริมาณมาก ซึ่งโครงการโขง เลย ชี มูล เป็นโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้
  • ราษฎรได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัยเป็นประจำทุกปี ส่งผลกระทบต่อรายได้และการดำรงชีวิตของประชาชน

ภัยแล้ง

ในภาคอีสาน มีหมู่บ้านประสบภัยแล้ง 25,750 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 58 ของหมู่บ้านประสบภัยแล้งทั่วประเทศ มีความรุนแรงที่กระทบต่อรายได้และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้เพราะภาคอีสาน มีพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ชลประทานเพียงร้อยละ 13.61 ดังนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่จึงประสบภัยแล้งและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูฝนช่วงฝนทิ้งช่วง มีพื้นที่เสี่ยงต่อการเป็นทะเลทรายในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด

ในภาคอีสาน มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจของภาคเป็นอันมาก โดยจังหวัดริมแม่น้ำชี มูล และโขง กว่า 10 จังหวัด ต้องประสบอุทกภัย กระทบต่อพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร ทำให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม ในพื้นที่ลุ่มน้ำมูล ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี และในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย อุดรธานี และนครพนม

อุทกภัย

จากสภาพปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นในภาคอีสาน เนื่องมาจากเกษตรกรมีรายได้น้อย ไม่มีโอกาสเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากน้ำในด้านการเกษตร นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่มีความเสี่ยงในการเป็นทะเลทราย เนื่องจากความแห้งแล้งซ้ำซาก แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศที่มีปริมาณน้ำมาก สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่การเกษตรอย่างทั่วถึง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงการโขง เลย ชี มูล โครงการที่เป็นการใช้ประโยชน์จากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่มากเพียงพอและมีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมในการส่งน้ำโดยแรงโน้มถ่วง กระจายให้พื้นที่การเกษตรทั่วภาคอีสาน ซึ่งมีปริมาณน้ำมากเท่ากับการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์จำนวน 15 โครงการ แต่มีผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพน้อยกว่ามาก และเป็นโครงการที่พลิกฟื้นภาคอีสานให้มีความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ประชาชนในภาคอีสานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เศรษฐกิจในภาคอีสานเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

โอกาสในการพัฒนา

  • มีความพร้อมด้านทรัพยากร มีพื้นที่ดินรวม 103.52 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ มีแม่น้ำโขงซึ่งมีปริมาณน้ำมหาศาล (487,500 ล้าน ลบ.ม./ปี) ไหลผ่านขอบพื้นที่ภูมิภาคตั้งแต่ตอนบนจนถึงตอนล่างไปออกอ่าวไทย และมีแม่น้ำชี และแม่มูลไหลจากทิศตะวันตกของภูมิภาค ไปลงแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกจึงมีความเป็นไปได้ในมิติที่จะนำน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยแรงโน้มถ่วงผ่านอุโมงค์ และคลองส่งน้ำเพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก
  • ด้านคุณภาพชีวิตที่ดี การพัฒนาโครงการฯ ส่งผลให้ประชาชนในภาคอีสานมีรายได้เพิ่มขึ้นและยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิต ซึ่งครอบคลุมถึงความเป็นอยู่ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้ดีขึ้นด้วยเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามความจำเป็นพื้นฐาน
  • ด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านทรัพยากรน้ำเป็นสำคัญ เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เป็นผลประโยชน์ทางตรงต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ส่วนผลประโยชน์ทางอ้อมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาวก็คือ ความสมดุลและยั่งยืนของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
  • ความเชื่อมโยงกับประเทศจีน สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา จากการศึกษาปัจจัยภายนอกที่เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศในความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีโครงการพัฒนา
    ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS : Greater Mekong Subregion) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) และเป็นที่ยอมรับว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคหนึ่งที่มีความได้เปรียบในเชิงที่ตั้งด้านภูมิเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความสำคัญในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว-กัมพูชา-จีนตอนใต้ ปัจจุบันรัฐบาลมีแนวนโยบายพัฒนาเส้นทางเศรษฐกิจหรือระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) โดยเฉพาะแนวเชื่อมโยงอินโดจีนตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออกและตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC) หรือเส้นทางหมายเลข 9 (R9)
    โดยเน้นบทบาทและศักยภาพของกลุ่มจังหวัดที่มีเป้าหมายของการพัฒนาที่ชัดเจน ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ในแนวโครงการดังกล่าวมีโอกาสในการพัฒนามากขึ้น